new Element("img", {"src":"http://th.effectivemeasure.net/em_image", "style":"position:absolute; left:-5px;"}).inject($(document.body)); //]]>
 

อาณาจักรอยุธยาของไทย (กรุงศรีอยุธยา)

อาณาจักรอยุธยามีอิทธิพลทางการค้าและการเมืองในภูมิภาคแห่งนี้เป็นเวลา 417 ปี ในปี 1890 จากเดิมที่เป็นเมืองบ้านใกล้เรือนเคียงของเมืองอู่ทอง ก็ได้มีการตั้งรกรากครั้งใหม่ขึ้นในลพบุรี ป่าสัก และแม่น้ำจ้ำพระยา กรุงศรีอยุธยาก่อตั้งขึ้นในปี 1893 โดยพระเจ้าอู่ทอง โดยที่กรุงศรีอยุธยามีทำเลที่ตั้งดังกล่าวก็เพื่อเป็นการป้องกันบ้านเมืองและเพื่อการค้าขาย

ในปี 1893 ตัวพระนครตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาได้มีการสร้างคูเมืองเพื่อให้มีทางน้ำโอบล้อมกำแพงเมืองเพื่อป้องกันข้าศึกและเพื่อการคมนาคมทางน้ำ ต่อมาได้มีการขุดคลองระบบคู่ขนานทั้งจากทิศเหนือถึงทิศใต้ โดยตัดทางเดินน้ำให้ไหลเข้าสู่ตัวเมือง ร่องรอยของคลองส่งน้ำนี้ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บางส่วนในปัจจุบัน ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุดของอยุธยา อาณาจักรอยุธยาได้ควบคุมพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังที่แสดงในภาพแผนด้านล่าง

อาณาจักรอยุธยามี 5 ราชวงศ์ มีกษัตริย์ 33 พระองค์ และสู้รบสงครามทั้งหมด 70 ครั้ง เมื่อปี 1895 สมเด็จพระรามาธิบดีแห่งอยุธยาทรงเอาชนะเขมรได้ และในปี 1921 อาณาจักรอยุธยาก็พิชิตชัยสุโขทัยทางตอนเหนือได้สำเร็จ ในปี 1974 อาณาจักรอยุธยาได้ทำศึกสงครามกับเขมรอีกครั้ง และในที่สุดก็บุกเข้าโจมตีอังกอร์ได้สำเร็จหลังจากที่โอบล้อมเมืองมาเป็นเวลา 7 เดือน ตั้งแต่ปี 2091–2121 เมืองอยุธยาถูกพม่าเข้าปิดล้อม และในปี 2310 บ้านเมืองและอาณาจักรอยุธยาก็ถึงกาลล่มสลาย ถูกพม่าบุกเข้าโจมตีและเผาทำลายสิ้น ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ในอุทยานมรดกโลกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเศษซากปรักหักพังของอิฐ หิน และภาพปูนปั้นที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2310



อยุธยาตอนต้น (กรุงศรีอยุธยา)

อยุธยาถือเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการปกครองใบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างตั้งแต่ปี 1893 แต่เดิมนั้นมีอยู่ด้วยกันสองอาณาจักรคือ ละโว้และอยุธยา โบราณสถานที่สำคัญของยุคก่อนหน้านี้ได้แก่ วัดธรรมิกราช และวัดคุ้มเมืองชัย วัดพระแก้ว วัดพุทไธสวรรค์ และวัดพนัญเชิง นอกจากนี้ยังมีผลงานทางศิลปะในสมัยอู่ทองให้ได้ชมด้วย พระเจ้าอู่ทองทรงมีรับสั่งให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในปี 1890 และเมืองใหม่แห่งนี้สร้างแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 1893 และเรียกขานเมืองใหม่นี้ว่ากรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เราได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นเกาะกลางน้ำแห่งนี้ไว้ในลิงค์สถานสำคัญที่น่าสนใจในภาคกลางของประเทศไทยแล้ว



ระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในอาณาจักรอยุธยา

การปกครองของอยุธยานั้นแตกต่างกับระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูกของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยาได้รับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดียและเขมร และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งจักรพรรดิและเทพเจ้า (หรือเทวราชา) ในเวลาเดียวกัน ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งหลายต้องเคารพยำเกรงและคุกเข่ากราบถวายบังคม ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างเกินแก่วิสัย ศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์เป็นรากฐานแห่งอำนาจราชาธิปไตยและควบคุมมโนสำนึกของไพร่ฟ้าประชาชน

ระบบนี้มีผู้สนับสนุนที่ได้รับผลประโยชน์จากตำนานความศักดิ์สิทธิ์ขององค์สมมติเทพ (เช่นเดียวกับระบบกษัตริย์ของยุโรป) สังคมอยุธยาแบ่งออกเป็นผู้มั่งมีซึ่งเป็นชนชั้นผู้ปกครอง และผู้ยากไร้ซึ่งเป็นไพร่สามัญชนและทาส ส่วนพระสงฆ์องค์เจ้านั้นได้รับการจำแนกออกให้เป็นอีกสถาบันหนึ่ง การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะนี้เป็นที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อระบบศักดินา ซึ่งหมายถึงสถานะในแง่ของการครอบครองที่ดิน ในประเทศไทยได้มีการเลิกทาสเมื่อปี 2448 ทุกวันนี้คนไทยได้ถวายสักการะแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงปลดปล่อยคนเหล่านี้ให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสและนับถือพระองค์ประดุจเทพเจ้า กระทั่งในปี 2448 สามัญชนเป็นที่รู้จักกันในนามของ “ไพร่” ในสมัยอยุธยานั้น สามัญชนและทาสภายใต้ระบอบอุปถัมภ์จะถูกผู้มีอันจะกินใช้ประโยชน์เพื่อสะสมเป็นกองกำลังเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มีข้อบังคับที่เคร่งครัดที่ใช้ในการควบคุมปกครองไพร่ในความดูแลของตน ส่วนพวกทาสถูกมองว่าเป็นพลเรือนจำพวกหนึ่ง ทาสจำแนกได้ 7 จำพวกขึ้นอยู่กับวิธีการและเหตุผลที่ทำให้ตกเป็นทาส เชลยสงครามทุกคนจะกลายไปเป็นทาส ลูกหนี้และบุคคลล้มละลายกลายมาเป็นทาสเพื่อชดใช้หนี้สิน พ่อแม่อาจขายลูกของตนเองเพื่อชดใช้หนี้ ผู้แร้นแค้นขัดสนอาจขายตัวเองไปเป็นทาส และลูกทาสจะมีฐานะเป็นทาสโดยกำเนิด แนวคิดเรื่องทาสแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย และภูมิภาคอื่นในโลก และยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้



อิทธิพลจากชาติตะวันตก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาติมหาอำนาจในยุโรปได้พัฒนาแสนยานุภาพทางทะเลของตนขึ้นและสามารถล่องเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮปเพื่อเข้ามาแทรกแซงในเอเชียได้ ชาวโปรตุเกสเป็นคนยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ามาในสยามในปี 2094 จากนั้นจึงตามมาด้วยชาวสเปนเมื่อปี 2141 โดยเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาคือเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก จากนั้นในปี 2145 ชาวดัตช์ก็ได้เดินทางเข้ามา และตามมาด้วยชาวอังกฤษในปี 2155 ในปี 2205 ชาวคาทอลิกฝรั่งเศสได้เสาะแสวงหาวิธีสร้างอิทธิพลในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยอาศัยอิทธิพลของนักผจญภัยชาวกรีกนามว่าคอนสแตนติน ฟอลคอน เราได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยในยุคนี้ไว้ในลิงค์เหตุการณ์ต่างๆ ในภาคกลางของประเทศไทยแล้ว ประเทศยุโรปพยายามอย่างมากที่จะเข้ามามีอิทธิพลในเอเชียโดยขายอาวุธให้ (ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่) บทบาทของการค้าอาวุธนี้มีส่วนสำคัญมากตลอดระยะเวลาที่ทำสงครามกับพม่า



การเสื่อมอำนาจและการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา

อยุธยามิได้ถูกทำลายจากกองทัพพม่า หากแต่เกิดจากความอ่อนแอจากภายในที่ทำลายความแข็งแกร่งของอาณาจักรแห่งนี้ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถือเป็นสิทธิ์ขาด แต่ด้วยปราศจากนักปกครองที่เชี่ยวชาญ ชนชั้นสามัญไร้ซึ่งสิทธิในการมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมือง ดังนั้นจึงไม่มีความสนใจในการเมืองการปกครอง บรรดาชนชั้นสูงต่างแก่งแย่งชิงดีกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ความไม่มั่นคงของอยุธยามีบ่อเกิดจากการก่อกบฏและความพยายามที่จะแย่งชิงราชบัลลังก์ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยถึง 13 ครั้ง ประเทศขาดวินัยในการปกครองและเกิดความแตกแยกขึ้น ชนชั้นสามัญรู้สึกหมดกำลังใจที่จะปกป้องอาณาจักร ซึ่งศัพท์ทางการปกครองสมัยใหม่เรียกว่าขาดความสำนึกรักชาติ บรรดาเมืองขึ้นทั้งหลายก็ไม่สนใจที่จะสู้รบกับพม่าอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ อยุธยาจึงอยู่อย่างโดดเดี่ยวและถูกโค่นล้ม เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากชาติไทยในยุคปัจจุบันนี้เป็นประเทศที่ประชาชนมีเอกลักษณ์ของความเป็นชาติเดียวกันสูงและมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน



การล่มสลายของอาณาจักร

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาติมหาอำนาจในยุโรปได้พัฒนาแสนยานุภาพทางทะเลของตนขึ้นและสามารถล่องเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮปเพื่อเข้ามาแทรกแซงในเอเชียได้ ชาวโปรตุเกสเป็นคนยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ามาในสยามในปี 2094 จากนั้นจึงตามมาด้วยชาวสเปนเมื่อปี 2141 โดยเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาคือเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก จากนั้นในปี 2145 ชาวดัตช์ก็ได้เดินทางเข้ามา และตามมาด้วยชาวอังกฤษในปี 2155 ในปี 2205 ชาวคาทอลิกฝรั่งเศสได้เสาะแสวงหาวิธีสร้างอิทธิพลในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยอาศัยอิทธิพลของนักผจญภัยชาวกรีกนามว่าคอนสแตนติน ฟอลคอน เราได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ชาติไทยในยุคนี้ไว้ในลิงค์เหตุการณ์ต่างๆ ในภาคกลางของประเทศไทยแล้ว ประเทศยุโรปพยายามอย่างมากที่จะเข้ามามีอิทธิพลในเอเชียโดยขายอาวุธให้ (ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่) บทบาทของการค้าอาวุธนี้มีส่วนสำคัญมากตลอดระยะเวลาที่ทำสงครามกับพม่า

สงครามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการทำสงครามระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกันเอง ด้านฝั่งของพม่ามีการทำสงครามในช่วงเวลาต่างๆ ไม่ว่าจะทำสงครามกับชาวมอญ ชาวฉาน และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ของพม่า ทั้งสามกลุ่มที่กล่าวมานั้นมีการทำสงครามระหว่างกันเองเป็นครั้งคราว แต่บางครั้งบางกลุ่มก็ให้การสนับสนุนชาวไทในการทำสงครามกับพม่า ฝั่งของไทนั้น มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรล้านนาและอยุธยา ในประวัติศาสตร์ไทยระบุเอาไว้ว่าเป็นเวลา 218 ปีที่พม่าได้เข้ายึดครองภาคเหนือของไทย และเข้าปล้นสะดมกรุงศรีอยุธยากระทั่งส่งผลให้ต้องตั้งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง ในสมัยที่อยุธยาเป็นราชธานีของสยามนั้นเกิดศึกสงครามขึ้น 24 ครั้ง สมัยธนบุรี 20 ครั้ง และต่อมากรุงเทพฯ ก็ได้กลายมาเป็นราชธานีของสยามประเทศ


สงครามที่เกิดขึ้นเหล่านี้มีประเด็นสำคัญสองประการด้วยกันคือ ประการที่หนึ่งเป็นผลมาจากการใช้อาวุธปืนและประการที่สองคือความต้องการที่จะเข้ามายังทะเลอันดามันเพื่อค้าขายและต้องการเข้ามาในบริเวณคาบสมุทรทางตอนใต้ ปืนใหญ่จีนถูกนำใช้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่รูปแบบของสงครามพลิกโฉมหน้าหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อโปรตุเกสขายอาวุธจำนวนมากให้ตั้งแต่ปี 2053 นอกจากนี้ ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสยังถูกว่าจ้างให้มาเข้าร่วมรบอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2106 ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส 400 คนติดตั้งปืนใหญ่บนเชิงเทินเพื่อยิงข้ามกำแพงป้องกันพระนครกรุงศรีอยุธยาเพื่อสังหารชาวเมือง


การที่ทั้งสองฝ่ายผลัดการแพ้ผลัดกันชนะเป็นผลมาจากการได้ครอบครองอาวุธยุทธภัณฑ์ทางทหารรุ่นใหม่ล่าสุดและได้รับการสนับสนุนจากทหารรับจ้างชาวต่างชาติ แต่เดิมนั้นความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำสงครามขึ้นอยู่กับจำนวนช้างและการมีกองทัพขนาดใหญ่ แต่การนำปืนใหญ่และปืนพกเข้ามาใช้นั้น ได้เปลี่ยนวิถีแห่งสงครามและความคล่องตัวในการสู้รบทั่วทุกหนทุกแห่ง ศูนย์กลางทางภาคใต้เป็นทางผ่านออกสู่ทะเลและเป็นตลาดสำหรับการค้าขายปืน ดังนั้นเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 การค้าขายอาวุธจึงเป็นชนวนก่อให้เกิดการสู้รบ ยุทธวิธีของพม่าในการยกปืนใหญ่ขึ้นเพื่อยิงสังหารชาวเมืองในตัวกำแพงพระนครจึงกลายเป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้กัน



แผนที่อาณาจักรอยุธยาปี 2083

แผนที่อาณาจักรอยุธยาปี 2083

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซากปรักหักพังของวัดพุทธ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซากปรักหักพังของวัดพุทธ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อยุธยาเป็น เมืองที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง

อยุธยาเป็น เมืองที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง