new Element("img", {"src":"http://th.effectivemeasure.net/em_image", "style":"position:absolute; left:-5px;"}).inject($(document.body)); //]]>
 

จังหวัดน่านและอาณาจักรน่าน

น่านเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งริมแม่น้ำน่านในจังหวัดน่าน (ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรน่าน) อาณาจักรน่านก่อตั้งขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 13 น่านมีความโดดเด่นเนื่องจากมีทั้งชาวไท ชาวลาว และชาวไทลื้ออาศัยอยู่ ซึ่งมีอิทธิพลต่อศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม

สถานที่ซึ่งมีความสำคัญเหล่านี้ได้ถูกทำเครื่องหมายไว้ในแผนที่ด้านล่าง และได้ให้รายละเอียดไว้ด้านล่างดังต่อไปนี้


  • พิพธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพระราชวังของเจ้าผู้ครองนคร
  • วัดภูมินทร์
  • วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุโดยมีรูปช้างค้ำอยู่) เดิมทีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1949


เมื่อกล่าวถึงจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย คนส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะนึกถึงจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ดอยแม่สลอง และสามเหลี่ยมทองคำ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จังหวัดที่อยู่ห่างไกลอย่างแม่ฮ่องสอนก็เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

มีน้อยคนนักที่คิดว่าจังหวัดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนืออย่างจังหวัดน่านและแพร่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ และในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของกบฏคอมมิวนิสต์ที่เต็มไปด้วยอันตราย จังหวัดเหล่านี้จึงยังสำรวจไม่ทั่ว แต่ด้วยสภาพบรรยากาศที่เงียบสงบ และในปัจจุบันนี้ก็มีการขยายถนนหนทางเป็นอย่างดีและมีเที่ยวบินไปถึง ดังนั้น จังหวัดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในภาคเหนือของประเทศจึงมีอะไรต่างๆ มากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส และการเดินทางก็สะดวกกว่าแต่ก่อนมาก

สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปเที่ยวภาคเหนือ จังหวัดแพร่อาจจะดูเป็นมากกว่าชื่อที่อยู่บนแผนที่ในมุมมองของนักท่องเที่ยว จังหวัดแพร่ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเด่นชัยกรุงเทพฯ เชียงใหม่ไปทงทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 25 กิโลเมตร และอยู่ทางทิศตะวันออกของถนนหลวงหมายเลข 1 เส้นทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังภาคเหนือ ถึงจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมค่อนข้างน้อย แต่สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะมาสำรวจจุดที่ไม่ค่อยมีใครเข้าไปเที่ยวชมในอาณาจักรล้านนาโบราณแล้วละก็ จังหวัดแพร่นับเป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเที่ยวชมมากทีเดียว

จังหวัดแพร่ค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองจากผลิตผลยาสูบ และการค้าไม้ซึ่งสืบทอดจนมาถึงปัจจุบันนี้ เมืองแพร่เป็นที่เลื่องชื่อในเรื่องเฟอร์นิเจอร์หวายอันสวยงาม ถึงแม้ว่าจะออกจะหนักไม่หน่อยสำหรับนักท่องเที่ยวที่คิดจะซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของที่ระลึก ส่วนของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อที่สุดซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศก็คือเสื้อหม้อฮ่อมของขึ้นชื่อประจำจังหวัด ซึ่งเป็นเสื้อสีฟ้าครามอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนทั่วทุกภาคในประเทศนิยมสวมใส่กัน ในทุกวันนี้แม้แต่นักการเมืองก็ยังนิยมสวมใส่เสื้อหม้อฮ่อมเวลาลงหาเสียงในพื้นที่ต่างจังหวัด

อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ก็คือการผสมผสานกันของสถาปัตยกรรมวัดวาอารามที่ดูแปลกตา ซึ่งเราจะไม่ได้พบเห็นแต่เฉพาะวัดตามแบบฉบับของล้านนาดั้งเดิมซึ่งมีเอกลักษณ์ที่หลังคาซ้อนกันหลายชั้นเท่านั้น แต่ยังมีวัดตามสถาปัตยกรรมของฉานและลาวด้วย เหตุผลที่จังหวัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่หลากหลายนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก การที่จังหวัดแพร่มีความสัมพันธ์กับประเทศลาวก็เนื่องจากลาวเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง และในอดีตสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 แพร่ก็เคยมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านช้างของลาวมาก่อน อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมของพม่าเห็นได้จากวัดเกือบทุกแห่งในจังหวัดแพร่ที่มีอายุตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เมื่อจังหวัดแพร่เริ่มกลายเป็นศูนย์การค้าไม้ขนาดใหญ่ จึงเป็นที่ดึงดูดแรงงานจากรัฐฉานที่อยู่ใกล้เคียงให้เข้ามาขายแรงงาน แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีชุมชนชาวพม่าหลงเหลืออยู่หลังจากที่พม่าเข้ามาปกครองอาณาจักรล้านนา

วัดสถาปัตยกรรมฉานที่น่าสนใจที่สุดก็คือวัดจอมสวรรค์และวัดสระบ่อแก้ว ซึ่งวัดทั้ง 2 แห่งนี้มีเจดีย์อันงดงามซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากรัฐฉาน ส่วนวัดที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศลาวหาดูได้ที่วัดศรีชุมและวัดพระนอน นอกจากนั้นยังมีวัดอีกหลายแห่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากลาว ส่วนวัดที่พุทธศาสนิกชนนิยมแวะเวียนมาสักการบูชามากที่สุดคงหนีไม่พ้นวัดพระธาตุช่อแฮ ซึ่งสร้างอยู่บนเนินเขาห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 8 กิโลเมตร ภายในวัดพระธาตุช่อแฮมีบันไดนาคอยู่ 4 ด้าน และบันไดสิงห์ตามศิลปะพม่า 1 ด้าน ด้านบนสุดของบันไดด้านขวาเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก โดยเชื่อกันว่าพระเจ้าทันใจจะประทานพรให้สมดั่งใจปรารถนา

ตัวจังหวัดแพร่เองเป็นเมืองโบราณ แม้ว่าจะมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ค่อนข้างน้อยนอกเหนือจากคูเมืองเก่าและซากปรักหักพังของกำแพงเมืองเก่าที่หลงเหลืออยู่ สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งอยู่ใกล้จังหวัดแพร่ ได้แก่ หมู่บ้านทุ่งโฮ้ง อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ 3 กิโลเมตรไปตามถนนสาย 101 สู่จังหวัดน่าน หมู่บ้านนี้เป็นศูนย์การผลิตเสื้อหม้อฮ่อมอันขึ้นชื่อของจังหวัดแพร่ และควรค่าแก่การไปเที่ยวชม ไม่ไกลกันนั้นมีบ้านประทับใจ ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่รูปทรงบ้านไทยทางตอนเหนือซึ่งใช้ไม้สักในการสร้างมากกว่า 130 ต้น

แพะเมืองผีตั้งอยู่ในตำบลทุ่งโฮ้งบนเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างจังหวัดแพร่-จังหวัดน่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กิโลเมตร ก่อนถึงหลักกิโลเมตรที่ 143 วนอุทยานแพะเมืองผี ซึ่งจะได้พบหินรูปร่างแปลกตาซึ่งเกิดจากการกัดกร่อนของสภาพอากาศตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นลม ฝน และกาลเวลาที่ผ่านไปจึงก่อให้เกิดหินผารูปร่างแปลกประหลาด บรรยากาศโดยรอบดูเหมือนกับว่าไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เหมือนกับอยู่บนพระจันทร์ยังไงยังงั้น และตามตำนานเชื่อว่าบริเวณนี้มีผีสิงสถิตอยู่

เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 วิ่งเลยจากแพะเมืองผีไปสู่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และในสมัยก่อนถือว่าเป็นพื้นที่ค่อนข้างอันตรายที่จะไปเที่ยวเนื่องจากมีกลุ่มคอมมิวนิสต์กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยตั้งฐานบัญชาการอยู่ที่นี่จนกระทั่งเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวก็ได้หมดไป ผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือทำให้มีโครงข่ายถนนหนทางตัดไปทั่วจังหวัด ทำให้ผู้ที่มาเยือนเดินทางได้สะดวก

ถนนสายระหว่างแพร่-น่านตัดผ่านเนินเขาบางส่วนมีทิวทัศน์ที่ยังคงความสวยงามและยังไม่ถูกทำลายไปกับความเจริญตามกาลเวลา ตลอดบริเวณชายแดนทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนือ ณ กิโลเมตรที่ 187 มีน้ำตกห้วยโรงซึ่งควรค่าแก่การแวะเวียนไปพักผ่อน โดยแยกจากถนนเส้นทางหลวงไปทางทิศตะวันตกประมาณ 5 กิโลเมตร น้ำใสไหลเย็นแวดล้อมด้วยต้นไม้สูงเขียวขจีร่มรื่น นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆ ทว่าเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อย่างแท้จริง

หลังจากผ่านกิโลเมตรที่ 210 มา ทางหลวงสาย 101 จะวิ่งลงเนินเขาเข้าสู่จังหวัดน่าน อำเภอเวียงสาอยู่ใกล้กับถนนใหญ่ อยู่ติดชายแดนแขวงไซยะบูลีของลาวซึ่งอยู่บนเนินเขาถัดไป อิทธิพลจากประเทศลาวเห็นได้ชัดเจนในสถาปัตยกรรมของวัดบุญยืนซึ่งเป็นวัดเก่าในเวียงสา โดยมีหลังคา 3 ชั้น มีประตูที่มีลวดลายวิจิตรบรรจงและมีรูปปั้นเฝ้าอารักขาวัด

น่านเป็นจังหวัดใหญ่และเจริญรุ่งเรือง โดยมีวัดสำคัญๆ หลายแห่ง และมีวัดแห่งหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นสมบัติแห่งชาติที่ควรค่าแก่การทำนุบำรุงไว้ก็คือวัดภูมินทร์ จนกระทั่งเป็นต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จังหวัดน่านก็กลายเป็นหัวเมืองที่มีเทศบาลกึ่งปกครองตนเอง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก น่านมีสายสัมพันธ์ทั้งทางเผ่าพันธุ์และทางวัฒนธรรมกับล้านนาและหลวงพระบาง เรื่อยไปจนถึงชาวไทลื้อแห่งสิบสองปันนาทางตอนใต้ของประเทศจีน

อาณาจักรน่านก่อตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 1911 อีก 200 ปีต่อมาก็ตกอยู่ภายในความควบคุมของพม่า และยังคงเชื่อมต่อสัมพันธ์กับอังวะ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2329 สองปีต่อมา ไม่นานหลังจากที่สถาปนาราชวงศ์จักรี เมืองน่านก็ยอมขึ้นตรงต่อบางกอก อย่างไรก็ดี พื้นที่นี้ยังไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองจากรัฐบาลส่วนกลางอย่างสมบูรณ์จนกระทั่งปี พ.ศ. 2474 ต่อมาน่านประสบปัญหาเรื่องคณะคอมมิวนิสต์ และยังคงเป็นจังหวัดเล็กๆ ซึ่งได้รับการกำหนดให้เป็นจังหวัด ห่างไกล อย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบัน

ในทุกวันนี้น่านกลายเป็นประตูสู่ประเทศลาว โดยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่มีความแข็งแกร่งและกำลังขยายตัวขึ้น โดยขณะนี้กำลังสร้างการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ๆ กับเพื่อนบ้านอย่างแขวงไซยะบูลี ความเจริญรุ่งเรืองนั้นไม่ได้เพียงเห็นได้จากร้านค้าและตลาดในเมืองซึ่งเต็มไปด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเขตชนบทที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วยที่ซึ่งเกษตรกรนำเครื่องจักรเข้ามาช่วงงานในทุ่งนาเขียวขจี หรือไม่ก็นั่งฟังเพลงอย่างสบายใจในรถกระบะคันใหม่เอี่ยมที่เกษตรกรใช้บรรทุกผลิตผลออกสู่ตลาด

นักสำรวจชาวไอริชคนหนึ่งที่ทำงานในน่านกว่าหนึ่งร้อยปีที่แล้วที่อธิบายถึงเมืองน่านว่า

กำแพงเมืองได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีเยี่ยม มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร มีการเพาะปลูกข้าวกันเต็มนา มีระบบชลประทานที่เป็นเลิศ มีคนอพยพมาจากสิบสองปันนาและจากหลวงพระบางนับเป็นพันๆ คน และจำนวนชาวแม้วและเหย้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมืองน่านเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง และผู้ปกครองก็มีความเป็นธรรม

ทุกวันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กำแพงเมืองถูกรื้อถอนออกไปเพื่อหลีกทางให้กับสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2443 แต่น่านก็ยังคงมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่มาก โดยเฉพาะย่านทางทิศใต้ซึ่งมีสวนเปิดโล่งรอบถนนมหาพรหมและถนนสุริยพงษ์ ซึ่งที่นี่เราจะได้พบกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งแต่เดิมเป็นพระราชวังเดิม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวในตัวเมือง พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2446 โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจัดแสดงทั้งรูปภาพ ภาพถ่าย และคำอธิบายเกี่ยวกับอดีตของเมืองน่านไว้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นสมบัติของจังหวัดก็คืองาช้างดำ ซึ่งคาดว่าเจ้าผู้ปกครองเมืองเกตุงแห่งพม่านำมาถวายเมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว

วัดช้างค้ำวรวิหารตั้งอยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑ์พอดี เดิมที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1949 แต่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษภายในวัดแห่งนี้คือ องค์พระพุทธรูปปางลีลาความสูง 145 เซนติเมตรหล่อด้วยทองคำทั้งองค์ เดิมทีพระพุทธรูปองค์นี้ถูกฉาบปูนปิดทับไว้ทั่วองค์เพื่อตบตาพวกพม่า และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วภายในองค์พระเป็นเนื้อทองคำแท้จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ. 2498 นี้เอง

ห่างออกไปประมาณ 100 เมตรบนฝั่งตรงข้ามถนนนั้น ยังเป็นที่ตั้งของสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน นั่นก็คือวัดภูมินทร์ เดิมทีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2140 โดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์หลังจากที่ขึ้นครองนครน่าน ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยคือ อย่างแรก พระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจตุรมุข ประตูไม้ทั่งสี่ทิศแกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือช่างเมืองน่าน โดยมีบันไดนาคขนาบ 2 ฝั่งของประตูทางเข้าทอดตัวยาวตลอดความยาวของบันได เศียรอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนปลายหางอยู่อีกด้านหนึ่ง

อย่างที่สอง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบสุโขทัยปางมารวิชัย (ครั้นพระพุทธเจ้ามีชัยเหนือเหล่ามาร) ขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน บ่ายพระพักตร์สู่ประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ เบื้องหลังพระปฤษฎางค์เป็นฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง สิ่งสุดท้ายและอาจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งปรากฏอยู่บนผนังด้านในวิหารจตุรมุขทั้งสี่ด้าน โดยเล่าเรื่องชาดก หรือภาพพุทธประวัติ ตลอดจนมีภาพเหมือนบุคคลและภาพวิถีชีวิตชาวน่านในอดีตที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนหยอกเย้าเกี้ยวพาราสีกัน ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ พ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้ายหรืออยู่ข่วง และภาพเด็กๆ ปีนต้นไม้ ข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือมีภาพผู้คนทั้งหนุ่มแก่ ทั้งผู้ชายผู้หญิงสูบบุหรี่

จังหวัดน่านมีวัดเป็นจำนวนมาก หลายแห่งมีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์และความงดงามทางศิลปกรรม ซึ่งจะมีวัดแห่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การเที่ยวชมอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษคือ วัดพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมือง โดยอยู่อีกฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน เจดีย์ทองมีความสวยสดงดงามยิ่งนัก มีความสูง 55 เมตร และแสดงถึงสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากลาวอย่างชัดเจน ภายในวิหารหลวงประดิษฐานองค์พระพุทธรูปขนาดใหญ่หนึ่งองค์ โดยมีพระพุทธรูปขนาดเล็กอีก 5 องค์ประดิษฐานเบื้องหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่

งานประเพณีที่น่าดึงดูดใจของจังหวัดน่านก็คือ งานประเพณีแข่งเรือประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นฉลองเทศกาลออกพรรษาทุกเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยจะจัดขึ้นริมแม่น้ำน่านใกล้จวนผู้ว่า ลำเรือจะใช้ท่อนซุงทั้งท่อน หัวเรือแกะเป็นรูปพญานาค หรืองูใหญ่ชูคอเป็นสง่า ตลอดลำเรือสลักลวดลาย ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี ติดพู่ห้อยตรงหัวเรือและท้ายเรือ มีฝีพายสูงสุด 60 นาย


ภาพจิตรกรรมฝาผนังชาวไทลื้อภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

อุทยานแห่งชาติในจังหวัดน่าน