new Element("img", {"src":"http://th.effectivemeasure.net/em_image", "style":"position:absolute; left:-5px;"}).inject($(document.body)); //]]>
 

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด



  • สถานที่ตั้ง :        352 ถ. ศรีอยุธยา เขตราชวิถี กรุงเทพฯ 10400
  • โทรศัพท์ :          02 – 246 – 1775
  • เวลาเปิดปิด :        วันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 9.00 16.00 น. ปิดวันอาทิตย์และวัดหยุดนักขัตฤกษ์
  • ค่าเข้าชม :         100 บาท

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด คุ้มค่าแก่การไปเยี่ยมชมยิ่งนัก ซึ่งไม่ได้มีแต่เพียงงานศิลปะและวัตถุโบราณเก็บรวบรวมไว้ให้ได้ชมเท่านั้น แต่ตึกรามบ้านช่องในประวัติศาสตร์และสวนสวนเขียวชอุ่มสวยงามแปลกตาที่อยู่รายล้อมยังหวนให้นึกถึงบรรยากาศสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศไทยอีกด้วย บรรยากาศโดยรวมที่สัมผัสได้คือ ความเก่าแก่และความเงียบสงบ Bottom of Form

 



หอเขียนลายรดน้ำ พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด กรุงเทพฯ


หอเขียนลายรดน้ำ พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด กรุงเทพฯ

วังสวนผักกาดเริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2495 โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร โดยทั้งสองพระองค์ได้ตัดสินใจเปิดบ้านให้ประชาชนเข้าชมงานศิลปะและโบราณวัตถุส่วนพระองค์ที่มีอยู่มากมาย อันรวมถึงที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากการสืบทายาทในวงศ์ราชสกุล โดยศิลปวัตถุที่เก็บรวบรวมไว้นี้มีตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาถึงงานร่วมสมัย ในการเก็บรวบรวมศิลปวัตถุเหล่านี้ ได้มีการย้ายตำหนักไทย 7 หลังเข้ามายังอาณาบริเวณวังแห่งนี้และประกอบขึ้นใหม่ พระตำหนักบางหลังเคยเป็นของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 (2394-2411) บ้านทรงไทยเหล่านั้นมีลักษณะตามแบบโบราณ คือ มียอดหลังคาแหลมสูง มีกันสาดกว้างเพื่อให้ระบายน้ำออกได้อย่างรวดเร็วเมื่อฝนตก ผนังทำจากไม้สัก และเป็นงานสถาปัตยกรรที่มีรายละเอียดมาก ทุกหลังยกใต้ถุนสูงเพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี

เรือนไทยหลังที่ 1

 

  • ประกอบไปด้วยงานประติมากรรมแกะสลักจากหินอันวิจิตรบรรจงตามแบบศิลปะขอมมากมาย หนึ่งในนั้นคือเทวรูปพระแม่อุมา (พระชายาของพระศิวะ) ที่หาดูได้ยากสมัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 และเทวรูปอรรธนารี นอกจากนั้นยังมีภาพวาดบนผืนผ้าขนาดใหญ่ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นภาพองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
  • มีพระพุทธรูปอันสวยสดงดงามประดิษฐานอยู่ 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปคันธารราฐตามแบบฉบับของอินเดีย (คริสต์ศตวรรษที่ 2-3) พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง (คริสต์ศตวรรษที่ 13-14) และองค์สุดท้ายเป็นพระพุทธรูปพม่า (คริสต์ศตวรรษที่ 17-18) นอกจากนั้น ยังมีเครื่องปั้นดินเผาจากประเทศจีนสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง และมีอาวุธภัณฑ์โบราณของไทยอีกมากมาย ส่วนบริเวณกำแพงด้านนอก มีการจัดแสดงภาพวาดบนไม้ซึ่งเป็นภาพพุทธประวัติ ส่วนชั้นล่างเป็นที่จัดแสดงเครื่องดนตรีไทยของทูลกระหม่อมบริพัตรฯ   พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เรือนไทยหลังที่ 2

 

  • จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของเสด็จในกรมฯ หลักๆ ก็จะมีงาช้างแกะสลัก ตู้พระไตรปิฎกลายรดน้ำ และตาลปัตร นอกจากนั้น ยังมีโบราณวัตถุแบบไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น เครื่องเฟอร์นิเจอร์เคลือบด้วยเชลแล็ก และงานฝีมือต่างๆ เช่น ตะลุ่มประดับมุกพร้อมฝาปิดทำด้วยไม้เคลือบด้วยเชลแล็กและประดับมุก ตลับสีผึ้งและตลับแป้งทำด้วยงาช้างแกะสลัก เครื่องแก้วและขวดน้ำหอมจากยุโรป และ ห้องอาลีบาบา ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงหินสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศที่คุณท่านได้รวบรวมไว้

เรือนไทยหลังที่ 3

 

  • จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ภาชนะเบญจรงค์ เครื่องถมเงินและถมทอง กลองใช้ในพระราชพิธีสมัยก่อน เสลี่ยงและพระกลด ตลอดจนตู้เก็บเครื่องดนตรี

เรือนไทยหลังที่ 4

 

  • มีห้องพระเป็นส่วนตัว ภายในห้องพระ มีพระพุทธรูปสำริดสมัยต่างๆ เก็บรวบรวมไว้มากมาย มีพระพุทธรูปปางลีลาทำด้วยสำริดชุบทองสมัยสุโขทัย (คริสต์ศตวรรษที่ 14) และมีพระพุทธรูปปางนาคปรกสมัยอู่ทอง บนผนังมีภาพเขียน เรื่องพระเวสสันดรชาดกแขวนอยู่ พร้อมทั้งมีแผ่นประตูไม้ประดับมุกลายกนกก้านขด พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณและพระพรหมทรงหงส์ ศิลปะอยุธยาตอนปลาย

เรือนไทยหลังที่ 5

 

  • จัดแสดงเครื่องแก้วลายทอง เครื่องเงิน ซึ่งทูลกระหม่อมบริพัตรฯ และเสด็จในกรมฯ ทรงสะสมไว้ นอกจากนี้ ยังมีตุ๊กตาสังคโลกดินปั้น เหรียญกษาปณ์สมัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศจำนวนมาก

เรือนไทยหลังที่ 6

 

  • ภายในเรือนหลังนี้ ส่วนใหญ่จัดแสดงภาชนะต่างๆ ทั้งเครื่องลายครามจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์หมิง   นอกจากนั้น ยังมีภาชนะดินเผาสมัยโบราณอันโดดเด่น ทั้งเครื่องสังคโลก เครื่องดินเผาสีสมัยสุโขทัย และตุ๊กตาดินเผาต่างๆ

เรือนไทยหลังที่ 7

 

  • เรือนหลังนี้จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์โขน โขนเป็นการแสดงนาฏศิลป์ของไทยประเภทหนึ่ง ผู้เล่นจะสวมหัวโขนในการแสดง โดยมีผสมผสานศิลปะและนาฏกรรมหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน และแสดงในบริบทของโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นมหากาพย์ของอินเดีย ในด้านศิลปกรรมแขนงต่างๆ ในสมัยโบราณจะแสดงโขนให้สำหรับพระราชวงศ์ทอดพระเนตรเท่านั้น นอกเหนือจากหัวโขนขนาดเท่าของจริงแล้ว ยังมีหุ่นละครเล็กและตุ๊กตาดินปั้นอีกด้วย

เรือนไทยหลังที่ 8  

  • ศิลปาคารจุมภฎ - พันธุ์ทิพย์ (ชั้น 2-3) จัดให้เป็นที่แสดงงานศิลปะสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งได้มาจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งข้าวของส่วนใหญ่ย้อนกลับไปสมัยเมื่อ 5,600-1,800 ปีก่อน ข้าวของเครื่องใช้ทำจากสำริด เช่น สร้อยข้อมือ ขวาน หัวธนู เครื่องประดับทำจากแก้วและเหล็ก เมล็ดพันธุ์พืชและโครงกระดูกมนุษย์ ความสำคัญของการขุดค้นพบข้าวของเหล่านี้ คือเป็นการแสดงให้เห็นว่าชุมชนเกษตรกรรมสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ยุคหินใหม่จนถึงยุคสำริดและยุคเหล็กนั้น มีความก้าวหน้าทางสังคมและทางงานฝีมือมาก


ตุ๊กตาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ภายในพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

ตุ๊กตาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ภายในพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

การจัดแสดงนั้นไม่ได้เรียงตามช่วงลำดับเวลา และมักมีการนำงานศิลปะต่างยุคต่างสมัยมาจัดแสดงไว้ในบริเวณเดียวกัน

เรือนไทยทั้ง 8 หลัง ได้มีการแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ 4 หลัง โดยหลังที่ 1-4 มีทางเดินเชื่อมถึงกันอยู่บริเวณใกล้ทางเข้า ส่วนหลังที่ 5-8 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัง ส่วนหอเขียนตั้งอยู่กลางสนามหญ้าทางทิศใต้สุดของวังสวนผักกาด พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง (มรดกของไทย) และห้องศิลปนิทรรศการมารศรีตั้งอยู่ใน ศิลปาคารจุมภฎ - พันธุ์ทิพย์

หัวโขนในเรือนไทยหลังที่ 7
รูปปั้นพระแม่อุมาเทวีของเขมร เหลือแต่ส่วนลำตัวในเรือนไทยหลังที่ 1